เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ วิเคราะห์คำสั่ง คสช.ปิดเหมืองทอง ปิดเพื่อแค่รอ พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่เท่านั้น

ภายหลังที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๒/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙ เรื่องการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ วันนี้ (๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๙) ทางเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ได้ประมวลเนื้อหาและวิเคราะห์คำสั่งดังกล่าว โดยมีข้อสังเกตุที่สำคัญดังต่อไปนี้

คำสั่งหัวหน้า คสช. ๗๒/๒๕๕๙ เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา
ใจความสำคัญอยู่ที่ข้อ ๒ คือ “ให้ผู้มีอํานาจในการออกอาชญาบัตร ประทานบัตร และใบอนุญาตประกอบโล
หกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ ระงับการอนุญาตให้สํารวจและทําเหมืองแร่ทองคํา รวมถึงการต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ทองคําและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคําไว้จนกว่าคณะกรรมการ จะมีมติเป็นอย่างอื่น”

และข้อ ๓ “ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่าง ๆ ตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการ
ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคํา ระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไป จนกว่าคณะกรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการดังกล่าวยังคงมีหน้าที่ ในการฟื้นฟูพื้นที่ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กําหนดไว้ในรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ว่าพื้นที่ประทานบัตรจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดก็ตาม”

พูดง่าย ๆ คือ ลำดับแรก จะต้องปิดเหมืองภายในสิ้นปีนี้๒๕๕๙ (สอดคล้องตามมติครม. เมื่อวันที่ ๑๐
พฤษภาคม ๒๕๕๙ และ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๙) เสียก่อน
ผลสะเทือนของคำสั่งนี้ ไม่ใช่เฉพาะแต่เหมืองทองอัคราฯที่พิจิตรและเพชรบูรณ์ แต่รวมถึงเหมืองทองแห่งอื่น
ด้วย คือ เหมืองทองทุ่งคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้รับอานิสงฆ์ให้ต้องปิดเหมืองไปด้วย
ข้อ ๔ น่าสนใจ ที่เมื่อได้รับการแก้ไขปัญหาของตนเองแล้ว แต่ไม่ลืมใครไว้ข้างหลัง (โดยเฉพาะคนตกงานจากการประกอบกิจการเหมืองแร่) แล้วมีเรื่องการฟื้นฟูเหมืองด้วยคือ “ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้ดําเนินการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการให้ระงับ การประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคําและการประกอบโลหกรรมแร่ทองคํา

(๑) กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กํากับดูแล การฟื้นฟูพื้นที่ตามข้อ๓

(๒) กระทรวงสาธารณสุข ดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

(๓) กระทรวงแรงงาน ดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการระงับการประกอบกิจการ เหมืองแร่ทองคําและ
การประกอบโลหกรรมแร่ทองคํา”
แต่จุดพลิกผัน (ที่จะทำให้เหมืองกลับฟื้นคืนมาได้/กลับมาเปิดต่อไปได้) อยู่ที่ข้อ ๒ ข้อ ๒ ข้อ ๕ และ ข้อ ๘

“ข้อ ๒ ให้ผู้มีอํานาจในการออกอาชญาบัตร ประทานบัตร และใบอนุญาตประกอบโลหกรรม ตามกฎหมายว่า
ด้วยแร่ ระงับการอนุญาตให้สํารวจและทําเหมืองแร่ทองคํา รวมถึงการต่ออายุประทาน บัตรเหมืองแร่ทองคําและการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมแร่ทองคําไว้จนกว่าคณะกรรมการ จะมีมติเป็นอย่างอื่น”
“ข้อ ๓ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับประทานบัตรและใบอนุญาตต่าง ๆ ตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบ
กิจการเหมืองแร่ทองคํา ระงับการประกอบกิจการไว้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไป จนกว่าคณะ
กรรมการจะมีมติเป็นอย่างอื่น แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการดังกล่าวยังคงมีหน้าที่ ในการฟื้นฟูพื้นที่ตามมาตรการ
ป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กําหนดไว้ในรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ว่าพื้นที่ประทานบัตรจะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดก็ตาม”

“ข้อ ๕ ให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตรวจสอบ วิเคราะห์และวินิจฉัย ข้อเท็จจริงและปัญหา พร้อมทั้งเสนอมาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนในเขตพื้นที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคําและประกอบโลหกรรมแร่ทองคํา รวมทั้งพื้นที่ ใกล้เคียง ตลอดจนเสนอกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคํา ให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป”

“ข้อ ๘ ในกรณีเห็นสมควร นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องอาจเสนอให้คณะรักษาความสงบ
แห่งชาติแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งนี้ได้”
จุดพลิกผันที่ว่า (ที่จะทำให้เหมืองกลับฟื้นคืนมาได้/กลับมาเปิดต่อไปได้) เชื่อมโยง/สัมพันธ์กับมาตรา ๑๐๕ ของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่ผ่าน สนช. ไปเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา คือ “มาตรา ๑๐๕ ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบโลหกรรมควบคุม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับผู้ถือประทานบัตรซึ่งประกอบโลหกรรมภายในเขตประทานบัตรและผู้ประกอบโลหกรรมควบคุมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ใบอนุญาตประกอบโลหกรรมให้มีอายุไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยของประชาชน สัตว์
พืช และทรัพย์สิน ผู้ออกใบอนุญาตอาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรไว้ในใบอนุญาตด้วยก็ได้
การขออนุญาต การออกใบอนุญาต และคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลัก
เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด”
ความหมายของมาตรา ๑๐๕ คือ โรงประกอบโลหกรรมถ้าอยู่ในเขตประทานบัตร/เขตเหมืองแร่ ไม่ต้องขอใบ
อนุญาตอีกต่อไป

ซึ่งเหมืองแร่ทองคำทั้งพิจิตร/เพชรบูรณ์ (ของอัคราฯ) และเลย (ของทุ่งคำ/ทุ่งคาฯ) อยู่ในเขตประทานบัตร/เขตเหมืองแร่ทั้งคู่

ดังนั้น ตามมาตรานี้ โรงประกอบโลหกรรมทั้งสองแห่งไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต ถ้าได้รับประทานบัตรก็ถือว่า
โรงประกอบโลหกรรมเป็นของแถม/เป็นส่วนควบ ที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตกำกับ ควบคุม ดูแล อีกต่าง
หาก อีกต่อไป

●บทวิเคราะห์การคาดการณ์
๑. ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. นี้ เหมืองทองทั้งสองแห่งคงจะถูกปิดลงเสียก่อน (ปิดภายในสิ้นปีนี้_ตั้งแต่ ๑
มกราคม ๒๕๖๐)

๒. เมื่อปิดแล้ว จุดพลิกผันก็อยู่ที่/ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๕ จะมีมติ/มีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น (เช่น มีมติ/มีความคิดเห็นให้กลับมาเปิดใหม่ เป็นต้น)

๓. ข้อ ๕ เป็นอะไรที่ดูเหมือนกว้าง ๆ เลื่อนลอย แต่จริง ๆ แล้วเป็นการกำหนดนโยบาย/ทิศทาง/แนวโน้มใน
อนาคต คือ การเสนอกรอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำให้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ (เช่น ผลักดันกรอบนโยบายฯการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในอนาคตให้กลับมาใหม่หลังจากปิดเหมืองทองคำไปแล้วก็ได้)

๔. และจุดพลิกอีกข้ออยู่ที่ข้อ ๘ นอกจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการแร่แห่งชาติจะเป็นผู้มี
อำนาจ/หน้าที่ในการมีมติ/มีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นแล้ว อีกคนหนึ่งที่มีอำนาจ/หน้าที่ในระดับเดียวกันคือ
นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยของรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกพร. อาจเสนอให้คสช. เปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้ (เช่น เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้เปิดเหมืองทอง เป็นต้น)

๕. หมายเหตุ คณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เป็นโครงสร้างในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่มี
อำนาจและหน้าที่เด็ดขาดในการอนุมัติ/อนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่แทน กพร. ซึ่งเคยมีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติ/อนุญาตการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่แต่เพียงหน่วยงานเดียวมาตลอด คณะกรรมการดังกล่าว เป็นการดุลย์อำนาจในการอนุมัติ/อนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ร่วมกันระหว่างกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) ซึ่งย้ายสังกัดมาอยู่ที่กระทรวงทรัพยากรฯ ซึ่งมีนักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยา กับ กพร. ซึ่งมีแต่วิศวกรเหมืองแร่ (แต่ไม่มีความรู้ทางธรณีวิทยา ซึ่ง ทธ. มีความเห็นไม่สอดคล้อง
กับ กพร. มาตลอดว่าการอนุมัติ/อนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับแต่ปฏิรูประบบราชการเมื่อปี๒๕๔๕ เป็นการอนุมัติ/อนุญาตของ กพร. โดยขาด/ไม่มีความรู้เพียงพอ ก็เลยไปผลักดันให้ออกระเบียบสำนักนายกฯเมื่อ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ และก็ผลักดันให้คณะกรรมการฯดังกล่าวแทรกเข้าไปอยู่ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ที่ผ่าน สนช. เมื่อ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ เพื่อทำหน้าที่ในการอนุมัติ/อนุญาตให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองได้สำเร็จ ซึ่ง กพร. ไม่พอใจมาก ๆ พยายามเสนอความเห็นต่อ ครม. ให้ตัดคณะกรรมการฯเหมืองแร่ดังกล่าวแต่ไม่สำเร็จ

๑. คำสั่งนี้ ก็ถือว่าคำสั่งนี้เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านเหมืองทองทั้งสองพื้นที่ แต่จุดพลิกผันอยู่ที่
กฎหมายแร่ฉบับใหม่ โดยเฉพาะมาตรา ๑๐๕ ที่บริษัทฯ/เอกชน อาจฟ้องคดีตามศาลไทย หรือ
อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ว่า ในเมื่อโรงประกอบโลหกรรมอยู่ในเขตประทานบัตร/เขตเหมืองแร่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการอีกต่อไป หมายถึง ประกอบกิจการต่อไปได้เลย พร้อมไปกับการทำเหมืองแร่

๒. มีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะเหมืองทองอัคราฯที่หาก Kingsgate ทุนออสเตรเลียถูกกำจัดออกแล้ว ทุน
ไทยอาจจะเข้ามาแทนที่ได้

๓. ความสำคัญของขบวนชาวบ้านไม่ได้อยู่ที่ไชโยโห่ร้องว่า คสช. ปิดเหมืองให้แล้ว แล้วรีบขอบคุณ/มอบช่อ
ดอกไม้ให้คสช. แต่อยู่ที่จะรีบผลักดัน/เสนอให้มีการจัดทำแผนฟื้นฟูเหมืองอย่างเร่งด่วนได้อย่างไร เพราะสิ่ง
สำคัญไม่ได้อยู่ที่การปิดเหมืองอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าจะฟื้นฟูเหมืองอย่างไร เพราะบ่อไซยาไนด์ตั้งตระหง่าน
อยู่ตรงนั้น ใครจะเป็นฝ่ายฟื้นฟู_รัฐหรือบริษัทฯ ใครจะเป็นคนจ่ายค่าฟื้นฟู_ให้ดูกรณีคลิตี้เป็นตัวอย่างจะเป็น
ประโยชน์อย่างยิ่งถึงความล่าช้า/ไม่ตั้งอกตั้งใจของข้าราชการ หรือจะไล่เบี้ย/กดดันให้บริษัทฯต้องเป็นฝ่ายรับภาระ/รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูเหมืองได้หรือไม่ เป็นต้น

๔. จะต้องหาช่องปิดตายมาตรา ๑๐๕ ของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ไม่ให้กพร. และบริษัทฯนำมาอ้างเพื่อเปิด
เหมืองทองรอบใหม่ได้

๕. คำสั่งนี้ ยังไม่ชัดเจนมากนัก (นอกจากข้อ ๕.) ต่อนโยบายการให้สัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ
ฉบับใหม่ทั่วประเทศ ๑๒ จังหวัด กว่า ๑.๕ ล้านไร่ ว่าจะเปิดหรือปิด ซึ่งเป็นข้อห่วงกังวลของประชาชนหลายจังหวัดในภาคตะวันออก เหนือ ใต้และกลาง

58000

58001

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *