“เสียงจากคนปลูกข้าว ส่งถึงคนกินข้าว” กลุ่มชาวนาในภาคเหนือตอนล่างรวมตัว ถก ยุทธศาสตร์ข้าว ชาวนา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

โดย ณัฐวุฒิ อุปปะ

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ณ ห้องลิลลี่ โรงแรมรัตนาปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มชาวนาในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างและตัวแทนชาวนาภาคเหนือตอนบน ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ และตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน จำนวนกว่า 150 คน ร่วมเวทีสัมมนา “ยุทธศาสตร์ข้าว ชาวนา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง” เพื่อรวบรวมสถานการณ์ความเป็นจริงของชาวนา เพื่อนำสู่การประมวลเป็นข้อเสนอของชาวนาภาคเหนือตอนล่าง ให้เกิดการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนของชาวนาในระยะยาว รวมถึงให้เกิดการสื่อสารจากชาวนาโดยตรง ที่จัดโดย คณะทำงานพัฒนากลไกชาวนาภาคเหนือตอนล่าง ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.

_mg_1029

หลากหลายเสียงชาวนาหลากหลายคนกินข้าว หลากหลายการตั้งคำถามถึงวิถีชาวนาในปัจจุบันที่มีทั้งการเป็นชาวนาที่ทำนาเองตามวิถีดั่งเดิมที่อยู่รอดด้วยตัวเองได้ หรือการเป็น “ผู้จัดการนา”ที่ทำนาโดยการพึ่งปัจจัยภายนอกทั้งหมดนำไปสู่ต้นทุนการผลิตที่สูง มีความเสี่ยงต่อการขาดทุน นำไปสู่การเรียกร้องกับฝ่ายนโยบายเป็นภาพที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย รวมถึงการสะท้อนถึงนโยบายที่มีทั้งส่วนที่หนุนเสริมชาวนาและมีบางส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคของการแก้ปัญหาของชาวนาและยังมีความไม่พร้อมด้านการบริการจัดการ หลากหลายประเด็นที่มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน เสียงของการปรับทุกข์เสียงที่พูดถึงความเจ็บช้ำของชาวนา รวมถึงมายาคติที่โหมกระหน่ำ “ชาวนาโง่ ชาวนาไม่ปรับตัว” แต่ละเลยการพูดถึงโครงสร้างหลายอย่างที่กดทับชาวนาอยู่ รวมถึงข้อจำกัดที่ชาวนาบางส่วนต้องเผชิญเช่น ภาระหนี้สินหรือการทำนาในระบบนาเช่าเป็นต้น  แต่มีชาวนาส่วนหนึ่งแม้จะเป็นส่วนเล็กๆที่มีการปรับตัวไม่ได้เข้าไปอยู่ในกลไกที่สร้างขึ้นโดยระบบทุน กลับอยู่ได้ไม่ว่าจะมีนโยบายใดๆมากระทบจากการทำข้าวพื้นเมือง ข้าวปลอดภัย การทำนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มุ่งสู่การพึ่งตนเอง นำไปสู่ข้อคำถามและการแสวงหาทิศทางของข้าวจะเป็นไปในทางใดที่คนปลูกข้าวอยู่ได้ และคนกินข้าวได้กินข้าวที่ปลอดภัย บนฐานความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

คณะทำงานพัฒนากลไกชาวนาภาคเหนือตอนล่าง,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) องค์กรภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในภาคเหนือ จึงจัดการสัมมนายุทธศาสตร์ชาวนาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงขึ้น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ณ โรงแรมรัตนาปาร์ค จังหวัดพิษณุโลก ที่มีคนเข้าร่วมจากองค์ประกอบที่หลากหลายทั้งชาวนา,คนกินข้าว,หน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับชาวนา โดยมุ่งหวังเพื่อรวบรวมสถานการณ์ความเป็นจริงของชาวนา ประมวลเป็นข้อเสนอของชาวนาในภาคเหนือตอนล่าง เพื่อพัฒนากลไกการขับเคลื่อนของชาวนาในระยะยาว ให้เกิดการสื่อสารจากชาวนาโดยตรง บนความคาดหวังที่จะขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อการเตรียมการจัด “มหกรรมข้าวชาวนาไทย” เพื่อส่งเสียงจากชาวนาไปสู่การได้ยินของฝ่ายนโยบายและแก้ปัญหาชาวนาอย่างยั่งยืน มากกว่าการเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเป็นครั้งคราว

จากการพูดคุยในการเสวนาและแลกเปลี่ยนกันของคนทำนาและคนกินข้าวมีการสะท้อนความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิต กลไกตลาด ที่ให้ภาพทั้งในส่วนกลไกที่ยังไม่เอื้อกับการปรับตัวของชาวนาได้มากนักไม่ว่าจะเป็น ศักยภาพของแต่ละคนที่มีข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนวิถี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะหนี้สินและการไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งอาจจะให้การปรับตัวหรือการพึ่งตนเองมีข้อจำกัดมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีชาวนาบางส่วนที่เรียนรู้และปรับตัวร่วมถึงพัฒนาการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ที่สามารถพึ่งตนเองและดูแลกลไกการตลาดได้ในระดับหนึ่ง โดยปัจจัยสำคัญยังคงเป็นการวิเคราะห์ตนเองและปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพึ่งตนเองก่อนการเรียกร้องภายนอก
_mg_1051
“วันนี้ชาวนาที่พึ่งตัวเองไม่ได้ ประเด็นสำคัญคือชาวนาปลูกข้าวแล้วแต่ไม่กินข้าวที่ตัวเองปลูก”  บทวิเคราะห์ของบุญเพ็ง ขันทอง จากสหกรณ์วังทรายพูน จังหวัดพิจิตร  แล้วลุงเพ็งยังให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “ในพื้นที่ควรเริ่มจากการมีข้อมูลของพื้นที่ตัวเองก่อน เริ่มการแก้ปัญหาที่เราก่อน ก่อนที่จะไปเรียกร้องไปพึ่งคนอื่น ไปดูว่าที่บ้านเรามีคนกินข้าวแค่ไหน และเราผลิตข้าวปลอดภัยให้คนในพื้นที่เราได้กินก่อนเพราะเรากินข้าวทุกวันแค่นั้นก็แก้ปัญหาเบื้องต้นได้แล้ว”  โดยลุงเพ็งยืนยันว่าตราบใดที่คนยังกินข้าวชาวนาก็ยังอยู่ได้ อยู่ที่ตัวชาวนาเองพึ่งตนเองแค่ไหน หรือไปตามกระแสซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้วก็ยากที่จะอยู่ใด พร้อมทิ้งท้ายไปถึงนโยบายที่ต้องช่วยกันติดตาม “ส่วนเรื่องนาแปลงใหญ่ผมก็ไม่แน่ใจนะว่ามันจะใช่ทางออกหรือไม่ ทั้งๆที่ตอนแรกดูเหมือนมันจะดีนะ”
“ชาวนาควรทำเกษตรที่พึ่งตัวเองให้ได้ การทำนาอย่างเดียวมันเสี่ยง ผมทำนาไปด้วยเลี้ยงควายไปด้วยผมก็อยู่ได้ เพราะผมทำนาปลอดสารปลูกข้าวพื้นบ้านต้นทุนผมไม่สูงทำยังไงผมก็ไม่ขาดทุน ไม่ต้องไปปวดหัวกับค่าปุ๋ยค่ายาไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน  อยู่ที่เรากล้าที่จะทำแบบยั่งยืนจริงๆหรือเปล่า” อีกเสียงยืนยันจาก ลุงน้อย ชาวนาจาก อำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก
“เราควรมองข้าวในเชิงคุณค่า ทุกคนกินข้าว เราควรอยู่กับวิถีเดิมหรือกล้ากลับสู่วิถีเดิม” คุณปฏิภาณ จุมผา ผู้อำนวยการภาค สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ได้แสดงความคิดเห็นถึงทิศทางของชาวนาในปัจจุบันรวมถึงเสนอแนะทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและวิธีชาวนาเพิ่มเติม “ในเบื้องต้นเราต้องสร้างพื้นที่ให้ชาวนาตัวจริงได้พูดได้เสนอปัญหาเสนอความต้องการ จากนั้นควรพัฒนาเป็นการหารือแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มาสังเคราะห์กันแล้วผลักดันไปให้ถึงการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ชาวนาอย่างแท้จริงให้ได้ สิ่งสำคัญคือทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน มุ่งมั่นให้เกิดการแก้ปัญหาในระยะยาวให้ได้”
“เราควรพัฒนาไปสู่การมียุทธศาสตร์ชาวนา ที่มาจากการการค้นหาตัวตนของชาวนาให้เจอวิเคราะห์ จุดอ่อนจุดแข็ง มีการเก็บและรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุม การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตและกลไกการตลาด เป้าหมายสูงสุดผมคิดว่าชาวนาต้อง เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างศักดิ์ศรีของความเป็นชาวนา” ข้อแลกเปลี่ยนจากคุณชัยวิชญ์ภณ ตังกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการภาคเหนือ พอช.
_mg_0978

“วิถีการทำนาในปัจจุบันละเลยความสำคัญและทำลายพันธุกรรมดั่งเดิม ทั้งที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประหยัด ปลอดภัย แต่ชาวนาบางส่วนในระยะหลังกลับมุ่งสู่การทำนาที่เน้นไปที่การได้ปริมาณข้าวเยอะๆแต่ไม่คิดถึงต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้สารเคมีสูง รวมถึงความเสี่ยงของการสูญหายไปของพันธุกรรมท้องถิ่น ดังนั้นเราพยายามรวบรวมพันธุ์ข้าวท้องถิ่นให้คงอยู่และขยายแนวคิดนี้ออกไป เพราะสาเหตุหนึ่งของชาวนานั้นจะไปโทษปัจจัยภายนอกทั้งหมดก็ไม่ถูกนัก บางครั้งชาวนาเองต้องทบทวนตัวเองด้วยถ้าเริ่มจากการทบทวนตัวเองแล้วปรับตัว ลงมือทำอย่างจริงจังไม่ว่าจะมีนโยบายใดๆมากระทบเราก้อยู่ได้ ” บทวิเคราะห์จาก คุณสำเริง เกตุนิล ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือตอนล่าง

นอกจากการเสวนาแลกเปลี่ยนสถานการณ์ที่นำไปสู่ทางเลือกทางรอดของชาวนาในยุดเปลี่ยนผ่านแล้วยังมีการจัดพื้นที่ให้ชาวนาตัวจริงนำข้าวคุณภาพดีที่ราคาถูกมาจำหน่ายให้กับคนกินข้าวได้มาเลือกซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง เป็นการสร้างเครือข่ายคนทำนาและคนกินข้าวให้เจอกันเพื่อพัฒนาตลาดโดยตรง ลดการถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ก้าวข้ามวาทกรรม “ข้าวเปลือกถูก ข้าวสารแพง” ดังนั้นชาวนาต้องยกระดับทำการตลาดด้วยตนเองให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ เพื่อเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นทางเลือกทางรอดของชาวนาในยุคปัจจุบัน
ข้อท้าทายจากการพูดคุยคือการขับเคลื่อนจากแผนงานสู่รูปธรรมในพื้นที่ ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ในการร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นชาวนาให้เป็นที่รับรู้ของสาธารณะ และเสียงของชาวนาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่กับเป็นเสียงที่แผ่วเบามาตอดชาวนาถูกได้ยินถูกส่งถึงระดับนโยบาย ก่อเกิดรูปธรรมในการกำหนดแนวทาง วิธีการทำงานจนนำไปสู่การมี “ยุทธศาสตร์ชาวนา” ที่มาจากชาวนาและแก้ปัญหาได้ในระยะยาวต่อไป ถึงเวลา “คนปลูกข้าวและคนกินข้าวต้องกำหนดอนาคตด้วยตัวเอง”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *