เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ จี้รัฐบาล ปิดเหมืองทองคำ และขอให้ถอน พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ออกจากการพิจารณาของ สนช. ด้านผู้ช่วย รมต.สำนักนายกฯ รับ จะนำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

ชมคลิป >>> คลิกที่นี่

“หลังจากที่นายกฯ บอกว่าจะปิดเหมืองทองสิ้นปีนี้ แต่เหมืองทองก็พยายามจะขอต่อประทานบัตรอีกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน วันนี้เราเลยมาทวงถามนายกฯ ว่าจะปิดเหมืองทองจริงๆ หรือเปล่า”

น.ส.สายฝน เผยกลิ่น ชาวบ้านบ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เป็นหนึ่งในชาวบ้านอีกจำนวนมากที่อาศัยอยู่ใกล้กับเหมืองทองชาตรี (บริษัทอัครา รีซอร์สเซสจำกัด) และเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินกิจการเมืองทองคำกล่าว

img_1208

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ จากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ กว่า 50 คนเดินทางเข้ายื่นข้อเสนอต่อการบริหารจัดการแร่ทองคำ และยื่นหนังสือขอให้เพิกถอนร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. … ฉบับคณะรัฐมนตรีชุดที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ออกจากการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อรัฐบาล

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ภาคอีสาน เผยว่า “มติ ครม. เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 มีท่าทีที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะปิดเหมืองทองแน่นอน แต่มติ ครม. เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 มันมีท่าทีที่อ่อนลง และดูเหมือนว่าจะไม่ปิดเหมืองทอง ทำให้เราต้องมายื่นหนังสือครั้งนี้ ประเด็นก็คือเราเรียกร้องให้หยุดใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมของเหมืองทองให้ได้ในสิ้นปี 2559 ให้ได้ และในปี 2560 จะต้องไม่มีเหมืองทองอีกต่อไป”

image1

ประเด็นสำคัญต่อการบริหารจัดการแร่ทองคำซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนและประเทศชาติที่ทางเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เสนอต่อรัฐบาล มุ่งเน้นการยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ ยุติการอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ ยุติการอนุญาตคำขอต่ออายุประทานบัตร การปิดเหมืองแร่ทองคำและโรงประกอบโลหกรรมของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส ในสิ้นปี 2559 โดยไม่มีเงื่อนไข โดยมีรายละเอียดเนื้อหาดังนี้

  1. ขอให้ดำเนินการเพื่อยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ ซึ่งปัจจุบันมีคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ จาก 12 บริษัท ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิจิตร จันทบุรี ระยอง พิษณุโลก ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว นครสวรรค์และสตูล จำนวน 177 แปลง พื้นที่ประมาณ 1,539,644 ไร่ อย่างเร่งด่วนและโดยไม่มีเงื่อนไขในทางที่เป็นประโยชน์แก่เอกชน
  2. ขอให้ดำเนินการเพื่อยุติการอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ ซึ่งปัจจุบันมีคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ที่จังหวัดเลย จำนวน 107 แปลง พื้นที่ประมาณ 28,780 ไร่ อย่างเร่งด่วนและโดยไม่มีเงื่อนไขในทางที่เป็นประโยชน์แก่เอกชน
  3. ขอให้ดำเนินการเพื่อยุติการอนุญาตคำขอต่ออายุประทานบัตร ซึ่งปัจจุบันมีคำขอต่ออำยุประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 1 แปลง พื้นที่ 93 ไร่ อย่างเร่งด่วนและโดยไม่มีเงื่อนไขในทางที่เป็นประโยชน์แก่เอกชน
  4. ในกรณีของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพนักงาน และเพื่อเตรียมการเลิกประกอบกิจการ ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติตามอ้างถึง มติ ครม. 10 พฤษภาคม 2559 และมติ ครม. 7 มิถุนายน 2559 ที่เห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมไปจนถึงสิ้นปี 2559 เพื่อให้สามารถนำแร่ที่เหลืออยู่ไปใช้ประโยชน์ได้ พร้อมทั้งให้บริษัทฯเร่งดำเนินการปิดเหมืองและฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองให้เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาตนั้น ขอให้ดำเนินการปิดเหมืองแร่ทองคำและโรงประกอบโลหกรรมของบริษัทฯภายในสิ้นปี 2559 โดยไม่มีเงื่อนไข
  5. ในกรณีที่มติคณะรัฐมนตรีตามอ้างถึง มติ ครม. 10 พฤษภาคม 2559 และมติ ครม. 7 มิถุนายน 2559 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนและบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังสิ้นสุดการประกอบกิจการเหมืองแร่และโลหกรรมของบริษัทฯ โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำกับดูแลการปิดเหมืองและฟื้นฟูพื้นที่ กระทรวงสาธารณสุขดูแลสุขภาพของประชำชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และกระทรวงแรงงานดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการ ขอทราบความคืบหน้าว่าได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปอย่างไรแล้วบ้าง

img_1232

และตามที่รัฐบาลชุดที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. …. ฉบับแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ (มติ ครม. เรื่องร่างพระราชบัญญัติแร่ฉบับใหม่ วันที่ 21 ตุลาคา 2557, 1 มีนาคม 2559 (สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ), 11 ตุลาคม 2559, 8 พฤศจิกายน 2559) เพื่อตราเป็นกฎหมายใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ยังใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ จึงขอให้เพิกถอนร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. … ฉบับคณะรัฐมนตรีชุดที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ออกจากการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

“ประเด็นที่สอง เราขอให้รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิกถอน ร่างพระราชบัญญัติแร่ ฉบับใหม่ เนื่องจากมีบทบัญญัติหลายมาตราที่เป็นไปในทางเปิดโอกาสให้สามารถทำลายพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนท้องถิ่นได้ในระดับที่รุนแรงมากขึ้น อย่างเช่น มาตราที่ 13 ที่สามารถนำแหล่งแร่มาประกาศให้มีการประมูลเพื่อได้สิทธิในสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ และอย่างมาตราที่ 132 ที่บัญญัติให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) สามารถนำพื้นที่แหล่งแร่ใดก็ได้มายื่นคำขอประทานบัตรและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แทนเอกชนที่สามารถขอประมูลสัมปทานทำเหมืองแร่ในภายหลังจากที่พื้นที่ที่แหล่งแร่ดังกล่าวของ กพร. ได้รับความเห็นชอบ EIA และอนุญาตประทานบัตรแล้วได้” นายเลิศศักดิ์ กล่าว

ด้านนายเอกชัย อิสระทะ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ภาคใต้ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเรียกร้องให้รัฐบาลเพิกถอน ร่างพระราชบัญญัติแร่ฉบับใหม่ ว่า พระราชบัญญัติแร่ฉบับ ปี พ.ศ. 2510 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมีปัญหาหลายด้าน จึงมีการเสนอให้ปฏิรูป พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ขึ้นมา และมุ่งเน้นการจัดการบริหารทรัพยากรแร่อย่างยั่งยืน การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำหนดการจัดการทรัพยากรแร่ และต้องมีนโยบายการปกป้องคน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบ “ในอดีต พ.ร.บ. แร่ ปี พ.ศ.2510 ไม่รับผิดชอบต่อประชาชน ไม่รับผิดชอบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ การเสนอให้ยกร่าง พ.ร.บ. แร่ฉบับใหม่จึงเคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มันกลับต่ำกว่ามาตรฐานเดิม เพราะฉะนั้นการเรียกร้องให้เพิกถอนร่าง พ.ร.บ.แร่ฉบับนี้ ซึ่งอำนาจการเพิกถอนอยู่ที่ คณะรัฐมนตรีที่เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเราเคยมายื่นหนังสือขอให้เพิกถอน พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2559 แล้วครั้งหนึ่ง ที่ สนช. แต่เขาบอกว่า อำนาจการเพิกถอนไม่ได้อยู่ที่ สนช. วันนี้เราจึงมาเสนอให้รัฐบาลเพิกถอน พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ฉบับนี้ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจโดยตรง” นายเอกชัยกล่าว

image14

ส่วนประเด็นเนื้อหาในการขอให้รัฐบาลเพิกถอนร่างพระราชาบัญญัติแร่ฉบับใหม่ มีคำถามหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการตัดมาตรการถ่วงดุลออกไป ผลประโยชน์ทับซ้อนของหน่วยงานอนุมัติ/อนุญาตสัมปทาน การทำลายหลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ฯลฯ มีรายละเอียดดังนี้

  1. ในการดำเนินการขอประทานบัตรที่มีขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องหลายขั้นตอน เช่น การทำหนังสือคัดค้านการขอประทานบัตรของประชำชน การทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อคัดค้านการดำเนินการขอประทานบัตร การคัดค้านการของใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์และสาธารณสมบัติของประชาชน เป็นต้น ที่ กพร. จะต้องเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง มีความเห็น และนำเสนอเรื่องขึ้นไปให้หน่วยงานต่าง ๆ และตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อพิจารณา จะแน่ใจได้อย่างไรว่า กพร. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานต้องทาหน้าที่พิจารณากลั่นกรองการขอประทานบัตรแต่ต้องมาขอประทานบัตรเสียเอง จะไม่ฉ้อฉลต่อหน้าที่ของตัวเอง โดยทำความเห็นที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจากที่ได้รับมาจากประชาชน
  2. เมื่อเปิดโอกาสให้ กพร. สามารถนาพื้นที่แหล่งแร่มาขอประทานบัตรและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอเสียเอง ปัญหาที่ต้องถกเถียงตามมาก็คือ อีไอเอที่ กพร. เสนอมาเป็น ‘อีไอเอโครงการรัฐ’ หรือ ‘อีไอเอโครงการเอกชน’ เพราะอีไอเอทั้งสองแบบมีกระบวนการและขั้นตอนการพิจารณารายงานที่แตกต่างกันทั้งในเรื่องของระยะเวลาที่สั้น-ยาวไม่เหมือนกัน และทั้งในเรื่องของรูปแบบและวิธีการในกำรพิจารณา
  3. เมื่ออีไอเอที่ กพร. จัดทำได้รับความเห็นชอบแล้ว และอยู่ระหว่างการนำพื้นที่แหล่งแร่ที่ได้รับความเห็นชอบอีไอเอแล้วออกประมูล หากยังไม่สามารถหาผู้ได้รับการประมูลได้มาเป็นเวลาเนิ่นนานหลายปี อีไอเอนั้นจะมีอายุขัยหรือไม่
  4. คุณสมบัติของผู้ประกอบการไม่ยึดโยงกับการจัดทำอีไอเอ เนื่องจากการจัดทำอีไอเอในลักษณะนี้ โดยให้ กพร. นำพื้นที่แหล่งแร่ที่คัดเลือกไปจัดทำอีไอเอด้วยตัวเอง เป็นการไม่ยึดโยงกับคุณสมบัติของผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้จัดทำอีไอเอไม่ได้เป็นผู้ประกอบการทำเหมืองแร่เสียเอง แต่ขายอีไอเอและประทานบัตรไปให้กับผู้ประกอบการรายอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือยึดโยงใด ๆ เลยกับการจัดทำอีไอเอมาตั้งแต่ต้น ฯลฯ และอีกหลายมาตราในร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. …. ที่เป็นโทษมากกว่าประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

image4

เวลาประมาณ 13.30 น. วันเดียวกัน น.ส.สุปราณี จันทรัตนวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดห้องประชุมภายใน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เพื่อรับฟังข้อเสนอดังกล่าว โดยจะนำข้อเสนอการจัดการบริหารแร่ทองคำ และหนังสือขอให้เพิกถอน พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ เสนอต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล ต่อไป โดยไม่สามารถรับปากได้ว่าจะได้รับการตอบรับเมื่อไร

“ทางเราจะรับข้อเสนอการจัดการบริหารแร่ทองคำทั้ง 5 ประเด็น และเรื่องการขอให้เพิกถอน พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ออกจากการพิจารณาของ สนช. นำเรียนต่อท่านรัฐมนตรีปนัดดา เพื่อกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ต้องเข้าใจว่าเอกสารราชการมันจะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน จะช้าหรือเร็วซึ่งตรงนี้เรายังตอบไม่ได้” น.ส.สุปราณี จันทรัตนวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

image2

หนังสือข้อเสนอการบริหารจัดการแร่ทองคำและขอให้เพิกถอน พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *