ชาวนาในยุคเปลี่ยนผ่าน เดอะซีรีย์ (4) ข้าว ชาวนา และการเมือง

โดย ตาล วรรณกูล

จะว่าไปแล้วครับ ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก และก็สร้างความขัดแย้งในทางการเมืองในการดำเนินนโยบายเรื่องข้าวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่สมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีโน้นเลยทีเดียว ที่กำเนิดนโยบายจำนำข้าว เพราะต้องแก้ปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ จากนั้นมานโยบายจำนำข้าวจึงกลายมาเป็นนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองมาโดยตลอด

และการเมืองกับเรื่องข้าว ก็กลายเป็นของคู่กันมาจนถึงทุกวันนี้ครับ เพราะประชากรในภาคเกษตรมีจำนวนกว่าครึ่งของประชากรทั้งประเทศ บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายจึงต้องพยายามลดแรงกดดันจากเกษตรกร เพราะคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ข้าวจึงกลายเป็นวาระทางการเมือง ทุกพรรคการเมืองที่เข้าไปเป็นรัฐบาลมักจะออกนโยบายพยุงราคาข้าว ซึ่งแท้จริงแล้วการแก้ไขปัญหาข้าวต้องประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มศักยภาพทางการตลาด และการเพิ่มราคาและรายได้ให้แก่ชาวนา

ในยุครัฐบาลป๋าเปรม ปี 2529 รัฐบาลได้เริ่มแทรกแซงตลาดข้าวโดยยกระดับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ดำเนินการ ไปสู่การรับจำนำข้าวเปลือกโดยคิดมูลค่าจำนำ 80% ของราคาตลาด แต่ตอนนั้นยังจำกัดวงเงินไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเงินสดในช่วงที่ข้าวใหม่ออกสู่ตลาดมากจนราคาตก เมื่อข้าวในตลาดมีปริมาณน้อยลงทำให้ราคาสูงขึ้น ชาวนาก็มาไถ่ถอนและเสียดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. แต่ก็คุ้มค่ากว่าที่จะขายข้าวในราคาต่ำไปก่อน กลไกตลาดในเวลานั้นจึงเดินไปตามธรรมชาติของมันอยู่ระยะหนึ่ง

ต่อมาในปี 2544 ได้มีการปรับราคารับจำนำให้เท่ากับราคาตลาด และเพิ่มวงเงินไม่เกินรายละสามแสนบาท และเมื่อพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ปี 2546 ได้เพิ่มราคารับจำนำให้สูงกว่าราคาตลาด และเพิ่มปริมาณการรับจำนำจากปีละ 2 ล้านตัน เป็น 9 ล้านตัน สาเหตุนี้ ทำให้ในปี 2551 รัฐมีข้าวในสต็อกมากกว่าแสนตัน เพราะมีการไถ่ถอนคืนน้อยมาก

ปี 2552 รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จึงประกาศใช้นโยบายประกันรายได้ขั้นต่ำให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว คือ จ่ายค่าส่วนต่างรายได้จากการขายข้าวให้เท่ากับราคารับประกัน ซึ่งมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เล็งเห็นความสำครัญของการปรับเปลี่ยนนโยบายจำนำข้าวมาเป็นการประกันรายได้ คือ เห็นช่องโหว่ในการคอรัปชั่นโครงการจำนำข้าว แต่โครงการนี้ก็สิ้นสุดลงไปพร้อมกับการได้เป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์

หายนะเกิดขึ้นอีกครั้งครับ เมื่อพรรคเพื่อไทยหาเสียงเลือกตั้งในปี 2554 จึงประกาศนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาทสำหรับข้าวขาว และ 20,000 บาทสำหรับข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณ 40-50% ผลที่เกิดคือ รัฐบาลกลายเป็นผู้รับซื้อข้าวสองในสามของปริมาณที่ผลิตในประเทศ โรงสีเปลี่ยนสถานะจากผู้รับซื้อข้าวเพื่อแปรรูปและขาย เป็นผู้รับจ้างรัฐในการสีและเก็บสต็อกข้าว การรับซื้อข้าวเปลือกในราคาเดียวกันแบบไม่คำนึงถึงคุณภาพและชนิดของพันธุ์ข้าวทำให้แหล่งรับซื้อเล็กๆ ในชุมชนไม่สามารถแข่งขันกับรัฐได้ และต้องปิดตัวลงในที่สุด ชาวนาจะหันไปปลูกข้าวที่โตไวเก็บเกี่ยวได้เร็วแต่คุณภาพต่ำกว่า ในขณะที่รัฐใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการรับซื้อข้าวเปลือกมาเก็บไว้ในราคาต้นทุนที่สูงกว่าราคาตลาด อีกทั้งยังมีค่าดำเนินการและค่าเก็บรักษา และเป็นภาระที่ต้องระบายข้าวออกจากสต็อกเพื่อไม่ให้เสื่อมคุณภาพ การสต็อกข้าวในราคาต้นทุนสูงทำให้รัฐมีทางเลือกไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือการระบายออกในราคาที่ต่ำกว่าทุน แต่หากข้าวที่ระบายออกโดยผ่านช่องทางการส่งออกไปยังต่างประเทศมีคุณภาพต่ำกว่าข้าวจากประเทศผู้ผลิตอื่นๆ และแล้วประเทศไทยก็สูญเสียตลาดข้าวโลกไปในที่สุดก็ตอนนั้นแหละครับ

จะว่าไปแล้ว รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็ตระหนักถึงความสำคัญของชาวนาเหมือนกัน แต่ในฐานะที่เป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ทางการเมือง ซึ่งจะแก้ปัญหาของชาวนาโดยมีนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องราคาข้าวเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธว่าชาวนาไม่มีปัญหาเรื่องราคาข้าว แต่ก็มีคำถามว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นหรือไม่? การแก้ปัญหาราคาจึงไม่น่าจะใช่คำตอบเดียวที่เป็นสูตรสำร็จที่ปฏิบัติสืบต่อมาตั้งแต่หลายทศวรรษก่อนโน้น เพราะการให้ความสำคัญของการแก้ปัญหาราคาข้าวของรัฐ ที่ว่ามาก่อนหน้าดูจะเป็นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควรที่จะมองการแก้ปัญหาชาวนาทั้งระบบ ในแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นไปในแนวทางที่จะพัฒนากลไกลการตลาด การผลิต และคุณภาพชีวิตของชาวนา ในทิศทางที่หนุนเสริมศักยภาพและบทบาทของชาวนามิใช่หรือ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อกระแสราคาข้าวตกต่ำเมื่อช่วงเดือนก่อนหน้านี้ ต้นเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลคสช. ก็มีมติครม. กำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ด้วยการออกสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาตันละ 13,000 บาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะรับจำนำตามความเห็นชอบของ ครม.คือ แบ่งเป็นรับจำนำข้าวเปลือกที่ราคาตันละ 9,500 บาท ค่าเก็บเกี่ยว 2,000 บาท ค่ายุ้งฉางอีก 1,500 บาท รวมเป็น 13,000 บาท และหากไม่มียุ้งฉางรัฐบาลจะช่วยเก็บเกี่ยว และรักษาคุณภาพข้าวตันละ 2,000 บาท

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้าวขาวพันธุ์อื่นๆ หายไปไหน ทำไมมีแต่ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวขาวจะลูกลอยแพซ๊ะแล้ว

หากถอยออกมามองกว้างๆ รัฐบาลนี้ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลที่แล้วๆ มา ในแนวคิดมุมมองของการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนา ยังคงมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าว ใช้เงินได้จากภาษีอุดช่องว่างโดยการทุ่มงบประมาณเป็นตัวเลขนับหลายหมื่นล้านบาทลงไป ซึ่งการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาได้พูดไปแล้วข้างต้นว่า จะต้องมีองค์ประกอบสามส่วนเป็นหลัก คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (จะทำอย่างไรให้มีต้นทุนต่ำ และมีคุณภาพสูงขึ้นไป) การเพิ่มศักยภาพทางการตลาด (จะทำอย่างไรให้ชาวนามีอำนาจต่อรอง) และการเพิ่มราคาและรายได้ให้แก่ชาวนา (จะทำอย่างไรให้ชาวนาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดราคา) เพราะที่ผ่านมา 1) ชาวนาไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจากราคา 2) ก่อเกิดผลกระทบต่อระบบอาหาร เมล็ดพันธุ์ ระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม 3) ชาวนามีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวในการลงทุนทำนา (รอบใหม่) 4) กลุ่มทุนจะเข้ามามีบทบาทในการลงทุนทำนามากขึ้น ข้อสุดท้ายนี้ก็คงไม่ต้องบอกซ้ำๆ หรอกน่ะครับว่าจะเป็นใครมาจากไหน

อย่างไรก็ตาม หากรัฐมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาชาวนาจริงๆ ก็ควรไปให้พ้นจากการรับจำนำข้าวเป็นพอ ในโลกนี้ปัญหาข้าวยังมีวิธีอื่นในการแก้อีกมากมาย การรับจำนำภาคธุรกิจเองก็ไม่มีความสุข เพราะไม่เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ทั้งที่ประเทศไทยอยู่ในระบบการค้าเสรี แต่ถ้าอยากจะอุดหนุนชาวนาจริงๆ ก็ให้ผลประโยชน์ตกกับชาวนาอย่างอย่างเต็มที่ เพราะถ้านับย้อนไปยุคปฏิวัติเขียวโน้นเลย คือ ชาวนาเป็นผู้ผลิต แต่ไม่ได้จัดการผลผลิตด้วยตนเอง เช่นว่า จะขายข้าวยังต้องไปถามโรงสีว่ารับซื้อเท่าไร จะซื้อปุ๋ยซื้อยา ก็ยังต้องไปถามเถ้าแก่ว่าราคาเท่าไร สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าบทบาทเรื่องการจัดการตลาดไม่ได้อยู่ในมือชาวนา และชาวนาจะเก็บผลผลิตเพื่อรอราคาคงเป็นเรื่องยาก เพราะ 1) ไม่มีลานตากและยุ้งฉางเป็นของตัวเอง เกี่ยวแล้วต้องขาย 2) มีหนี้เป็นวัฎจักรวังวน ซึ่งเป็นอีกกลไกที่สำคัญ กล่าวคือชาวนาต้องชำระหนี้สินกับสิ่งที่บริโภคไปก่อน ส่งลูกเรียน ผ่อนรถไถ สินค้าเงินผ่อนต่างๆ รวมทั้งชาวนาเองต้องรู้เท่าทันโครงสร้างกลไกของ พ่อค้า ราชการ  นักการเมือง ตัวอย่างสำคัญตอนนี้คือ ราคาตก  ชาวนายังเรียนรู้ไม่เท่าทัน 3 องค์กรนั้น รัฐจะแก้ปมตรงนี้ยังไง…

 

ข้อมูลบางส่วนจาก เวทีสัมมนาในหัวข้อ “การเมืองเรื่องข้าว” เมื่อ 13 ธันวาคม 2555 จัดโดย มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาการเมืองและคุณภาพคน และเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย ณ โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพ 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *