ชาวนาในยุคเปลี่ยนผ่าน เดอะซีรีย์ (3) ราคาข้าว

เรื่องและภาพ โดย ตาล วรรณกูล

เสียงรถเกี่ยวข้าวดังกังวานไปทั่วทั้งท้องทุ่ง ผมยืนมองจากระยะไกลนับได้ราว 6-7 คัน ในช่วงสายวันเดียวกันปลายเดือนกันยายน ผมนึกสงสัยว่าทำไมชาวนาใน ต.ไผ่ขวาง อ.เมือง จ.พิจิตร จึงพร้อมใจกันเกี่ยวข้าวในวันนั้น

image9

“พวกเราดูพยากรณ์อากาศจากช่องไทยพีบีเอส คุณธนวรรณบอกว่า ช่วงนี้ฝนจะตกหนัก จึงต้องรีบเกี่ยวก่อนที่ฝนจะมา” อภิรมย์ จำนงภักดิ์ ชาวนาในพื้นที่บอกกับผมขณะที่ผมเข้าไปสอบถามพูดคุยกับเธอระหว่างที่เธอกำลังตั้งหัวหมู เหล้าขาว น้ำหวาน ธูปและเทียนเตรียมไหว้เจ้าที่ก่อนที่รถเกี่ยวข้าวจะลงเกี่ยวในแปลงของเธอที่มีเนื้อที่ราว 12 ไร่เศษ

สภาพอากาศก็เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชาวนาต้องเร่งลงมือเกี่ยวข้าวในช่วงนั้น เพราะจากการประกาศเตือนสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 21 วันที่ 15 กันยายน 2559 ระบุว่า “หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชั่น“ราอี” (RAI) ได้เคลื่อนจากบริเวณภาคเหนือตอนล่าง จะก่อให้เกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหลายวัน ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย”

อภิรมย์เล่าให้ผมฟังว่า นาแปลงนี้เธอเช่ามาจากญาติ ซึ่งค่าเช่าจะแบ่งให้ญาติของเธอร้อยละสิบของราคาข้าว “แต่ถ้าหากไปเช่าที่นาของเถ้าแก่ก็ต้องจ่ายไร่ละ1,000บาท”

เมื่อผมถามถึงต้นทุนที่อภิรมย์ใช้ไปกันนาแปลงนี้ เธอบอกว่า “ปีนี้เยอะหน่อยเพราะปีที่ผ่านมามันแล้งจัด พอฝนมาปีนี้เพี้ยกระโดดลงหนักมาก ต้นทุนที่เคยคิดไว้จากปีก่อนๆ ก็เพิ่มขึ้นมา แปลงนี้ลงไปก็สี่หมื่นกว่าบาท ถ้ารวมค่ารถเกี่ยววันนี้ ไร่ละ 400 บาท คูณ 12 ไร่ ก็อีก 4,800 บาท รวมๆ ก็ ห้าหมื่นหน่อยๆ ก็ลุ้นเอาว่าวันนี้จะขายได้เท่าไร”

image5

สายลมพัดโชยอ่อน เมฆปกคลุมท้องฟ้าขุ่นมัว ผมเอนตัวนอนใต้ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ริมคันนา รอเวลาที่การเกี่ยวข้าวเสร็จสิ้นลง

ผมหลับไปนาเท่าไรไม่รู้ สะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อหยดน้ำหยดหนึ่งมันกระทบลงบนใบหน้า หันมองรอบๆ สายฝนกำลังโปรยปรายลงมาอ่อนๆ สักพักก็หยุดหายไป มองเห็นอภิรมย์ออกไปยืนกลางแปลงนาที่ตอนนี้เหลือแต่กองซังที่รถเกี่ยวพ้นออกมา เธอกางแขนรับน้ำฝน ราวกับว่าเธอเป็นเครื่องมือตรวจรับน้ำฝน รถเกี่ยวข้าวก็ยังไม่หยุดทำงาน เธอตะโกนมาคุยกับผม “นึกว่าวันนี้จะแย่เสียแล้ว”

“เต็มคันนี้ก็เก่งแล้ว น่าจะได้ราวๆ 10 เกวียน” อภิรมย์ยืนมองรถเกี่ยวกำลังถ่ายข้าวเปลือกออกจากตัวมันไปใส่ในรถบรรทุกหกล้อที่รอรับข้าวเปลือกอยู่ “ฉันว่าวันนี้ต้องมี 10 เกวียนให้ได้” แววตาของอภิรมย์ตอนนั้นผมสัมผัสได้ถึงความปีติยินดีของเธอที่ปริมาณข้าวเปลือกที่เธอคาดหวังเอาไว้มันถูกต้องจากสายตาคาดคะเนของเธอ เธอหันมาสบตากับผมมุมปากที่ฉีกยิ้มทำให้ผมรู้สึกตื้นตันไปกับเธอ

รถบรรทุกค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ผมมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลาได้อย่างตรงเผง “สี่โมงยี่สิบ” การเกี่ยวข้าวในนาของอภิรมย์ใช้เวลานานกว่าห้าชั่วโมง เพราะข้าวในนาของเธอล้มเกือบทั้งแปลง รถเกี่ยวข้าวจึงใช้ความพยายามอย่างสูงในการค่อยๆ งัดและเกี่ยวให้ได้เมล็ด นับเป็นความท้าทายของคนขับรถเกี่ยวข้าวเลยทีเดียวครับ

อภิรมย์ขับมอเตอร์ไซต์ตามรถบรรทุกข้าวเปลือกของเธอไปจนถึงลานตากที่มาเปิดรับซื้อข้าวในตำบล รถบรรทุกขึ้นตาชั่ง ตัวเลขสีแดง เลื่อนไหลจากหลักร้อยเป็นหลักพัน มันค่อยๆ เคลื่อนจากตัวเลขหนึ่งไปอีกตัวเลขหนึ่ง จนนิ่งสนิด เมื่อหักลบตัดตอนกับน้ำหนักรถ ข้าวเปลือกของอภิรมย์บนตาชั่ง ได้ถึง 5 เกวียน กับอีก 87 ถัง (เกวียน=ตันข้าวเปลือก)

“เนี๊ยะผมเสี่ยงไหมล่ะเนี๊ยะ เหลือเวลาทำงานอีกชั่วโมงเดียว ถ้าเอาทิ้งไว้โรงสีจะไม่เอาเพราะมันจะเหม็นเปรี้ยว” บุญมี แก้วกำพล เจ้าของลานตากกำข้าวเปลือกไว้ในมือ เขาสัมผัสได้ถึงความชื้นอย่างน่าอัศจรรย์ นี่ก็อาจแสดงให้เห็นถึงความเชียวชาญหรือทักษะหนึ่งของเจ้าของลานตากข้าว

ผมถาม “ธรรมดาใช้เวลาตากนานเท่าไร”

บุญมี “อย่างน้อยสามสี่ชั่วโมง นี่เหลือชั่วโมงกว่าๆ ถ้ามาเมื่อวานไม่ได้เลยฝนมาก มาวันนี้ยังโชคดี เราก็พอช่วยได้ ธรรมดาซื้อราคานี้ไม่ได้หรอก ข้าวมันเปียก”

ขณะที่อภิรมย์ยืนมองผมสนทนากับเจ้าของลานตาก ผมสังเกตเห็นสีหน้าของเธอที่เปลี่ยนไป แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยมันฉายออกมาราวกับในใจเธออัดแน่นไปด้วยคำถาม ผมจึงหันไปถามเธอ “วันนี้ได้เท่าไร”

เธอก้มหน้าลงเสียงแผ่วเบาของเธอค่อยๆ เล็ดลอดออกมา “ได้เกวียนละ 5,800 บาท รวมแล้ว หกหมื่นกว่าบาท”

untitled-1

ในเวลากว่าร้อยวัน ที่อภิรมย์ลงแรง กับนาเนื้อที่ 12 ไร่ ใช้เงินลงทุนไปกว่าห้าหมื่นบาท กับผลผลิตที่ได้ 10 เกวียน กับอีก 87 ถังข้าวเปลือก จนมาถึงลานตากกับราคาที่ขายได้ เพราะการทำนาในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ไม่มียุ้งฉาง ไม่มีลานตากเป็นของชาวนาเอง เกี่ยวเสร็จต้องขายในทันที ถึงลานตากไวราคาข้าวก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าไปถึงช้า แสงแดดน้อยราคาก็ลดลงไปอีกเช่นนี้ ครั้นจะเก็บข้าวรอขายวันถัดไปก็เป็นเรื่องยาก เมื่อข้าวที่เปียกชื้นกองทับถมแออัดอยู่ในที่แคบๆ ชั่วข้ามคืนข้าวก็เริ่มมีกลิ่นและเน่าในที่สุด

อนาคตของชาวนา ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติจะเป็นอย่างไร จะมีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ไหม อาจเป้นคำถามที่ดูโง่ๆ ของผมในฐานะของคนกินข้าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *