ชาวนาในยุคเปลี่ยนผ่าน เดอะซีรีย์ (1) สถานการณ์ชาวนาจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ตาล วรรณกูล…เรื่อง
บุญยืน วงศ์สงวน…ภาพ

ท้องทุ่งนาแสนกว้างใหญ่สุดหูสุดตาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างเวลานี้ บางแปลงรถไถกำลังลุยโคลนปั่นดิน บางแปลงรถเกี่ยวกำลังพ่นซากซังออกจากก้น บางแปลงกล้าข้าวกำลังแทงตัวออกมาจากเมล็ด บางแปลงถ้าดูไม่ดีก็คิดว่าเป็นทุ่งหญ้า เพราะข้าวที่เติบโตไม่เท่ากันสูงต่ำไม่เป็นระเบียบ บ้างก็มีพวกหญ้า ข้าวดีดข้าวเด้งโผล่พ้นชูช่อก่อนใครเพื่อน

dsc_0029

ช่วงที่ผมลงพื้นที่พูดคุยกับชาวนาในพื้นที่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ สุโขทัย และกำแพงเพชร ตลอดช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็พบว่า ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงทำนากันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแยกไม่ออกแล้วล่ะครับว่าอันไหนนาปีหรือนาปรัง เพราะช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งการไถเตรียมพื้นที่ การเกี่ยวข้าว เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน บางแห่งข้าวกำลังออกรวง และบางแห่งต้นกล้าก็กำลังโต นั่นก็หมายความว่า ชาวนา ทำนากันตลอดทั้งปี และต่อเนื่องกันแบบรอบชนรอบกันเลยที่เดียวครับ

จึงเกิดคำถาม ว่า “ปรากฏการณ์เช่นนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

“ชาวนาทำนาเพื่อปลดหนี้ แต่จากสภาพการณ์อย่างนี้ คงได้แค่ต่อดอก” ลุงภาษิต แสงจำนงค์ ชาวนาในอำเภอโพนทะเล จังหวัดพิจิตร กล่าวขณะที่ผมไปเยี่ยมแกในแปลงนาเนื้อที่ 80 ไร่ ที่ข้าวกำลังแตกช่อ รอออกรวง

dsc_0018

“สมัยก่อน ดั้งเดิมจริงๆ ระบบผลิตของเรามันทำเพื่อบริโภค เหลือถึงจะขาย หลังปี 2500 ได้มีการสร้างเขื่อนเจ้าพระยาที่ชัยนาท และต่อมาได้สร้างเขื่อนต่างๆ ขึ้นทางภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ แล้วระบบชลประทานก็เริ่มเกิดขึ้น กรมการข้าวก็เข้าสู่โครงการปฏิวัติเขียว แล้วบอกว่า ต้องทำนาข้าวให้ได้ตลอดทั้งปี ก็เลยเอาข้าวพันธุ์ใหม่มาให้ชาวนาทำ พอมาถึงตรงนี้เมื่อนโยบายรัฐส่งเสริมให้ชาวนาเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้ แต่กลับไม่ได้ต่อยอดเรื่องการเพิ่มมูลค่าให้ชาวนา ขณะเดียวกันเมื่อต้องเพิ่มผลผลิตมากๆ มันก็ต้องพึ่งพาสารเคมีมากขึ้น พึ่งพาน้ำมันสำหรับสูบน้ำมากขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ต้นทุนก็เพิ่มมากตามมา และก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งทำมากแล้วจะยิ่งมีกำไร ส่วนกำไรมันไปพอกพูนอยู่ที่ลานตากข้าวและโรงสี ที่เขาสามารถแปรรูปต่อยอดขายต่อ ชาวนาเมื่อหักลบตัดตอนแล้ว มันก็ไม่พอ ฉะนั้นก็ต้องไปกู้ยืมเขามาเพื่อลงทุนใหม่ในรอบต่อไป”

ขณะที่เรากำลังคุยกันอย่างออกรส เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากข้างหลังของผม “ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้ ทำนาทั้งปีก็ได้ทั้งหนี้ทั้งซัง” เมื่อหันไปมอง น้าเปลว บุญยืน วงศ์สงวน นักพัฒนาเอกชนรุ่นเก๋า ผู้ติดตามปัญหาชาวนามานานกว่า 30 ปี  ยืนยิ้มโชว์หนวดโค้งๆ ของแก แล้วพูดต่อว่า “นี่แหละชาวนาไทย เปลี่ยนผ่านมากี่สิบปี ก็ยังเป็นคนที่จนอยู่ดังเดิม”

 

“เฉพาะฉะนั้น นโยบายต่างๆ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปฏิวัติเขียว ก็เหมือนกับไม่ได้พัฒนาอะไรเลย แถมสิ่งที่เกิดตามมาก็คือ ความเน่าเปื่อย ความผุพังของสิ่งแวดล้อม เพราะสารเคมีที่กระหน่ำเทลงไปในผืนดิน ผืนน้ำ กุ้งเล็กปลาน้อย ผักบุ้ง ผักพังพวย ในนา ในหนองบึง อันเป็นแหล่งอาหารของคนจนก็ล่มลงไป มันขาดทุนแล้ว ชุมชนชาวนาในเวลานี้นะ” ลุงภาษิตว่าต่อก่อนจะพาผมลงไปดูในแปลงนาของแก

พอได้ฟังทัศนะของชาวนาวัย 70 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่กับท้องทุ่งนามาตลอดช่วงชีวิต เล่าถึงนโยบายการส่งเสริมของรัฐที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งทำให้เห็นถึงกระบวนการปรับเปลี่ยนระบบชีวิตของชาวบ้านชาวนาธรรมดาๆ ที่ทำเพื่อการบริโภค มาเป็นระบบอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งให้กับประเทศ แต่ในมุมของชาวนาการหาความมั่งคั่งให้กับตัวเองกลับทำได้ยากยิ่ง

 

ระหว่างที่เดินดูแปลงนาของลุงภาษิต ผมจึงนึกถึงคำถามที่เตรียมไว้ นั่นคือเรื่องของรายละเอียดต้นทุนการทำนาในแต่ละไร่ของลุงภาษิต ซึ่งแน่นอนแหละครับว่า พื้นที่กว่า 80 ไร่ จะต้องใช้เงินลงทุนเป็นแสนๆ “ดีอย่างหนึ่งที่พื้นที่นาของลุงเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพ เพราะเราเป็นเจ้าของนาเอง” เสียงของลุงภาษิตดูมั่นใจในความเป็นเสรีภาพของตัวเอง เสียงที่ทุ้มดูทรงพลังทำให้ผมรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นกลางแผ่นหลัง ถึงแม้อากาศในบ่ายวันที่อบอ้าวจะร้อนเสียจนเนื้อตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อไคลและผิวกายเหนียวเหนอะสักปานใดก็ตาม

“ถ้าทำเองได้ก็ดี แต่ไม่ไหวหรอก อย่างน้อยก็ต้องจ้างบ้าง มีค่าเกี่ยว ค่าไถ ค่าย่ำเทือก แต่ว่ามันจะไปกระเพื่อมตรงค่าปุ๋ย ต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ก็ 3,000-4,000 บาท ดีที่นาลุงไม่ต้องเช่า แต่ถ้าเช่า นาแถวนี้ค่าเช่าต่อไร่ อยู่ที่ 800-1,000 บาท อีกอย่างปีนี้ลุงใช้พันธุ์ข้าวรุ่นสอง ที่เก็บไว้จากปีที่แล้ว ก็ลุ้นเอาว่าจะออกมาได้คุณภาพอย่างที่เขาต้องการหรือเปล่า เพราะพันธุ์ข้าวพวกนี้ มันปลูกได้รุ่นสองรุ่น พอปีหน้าก็ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาใหม่ ยังไม่นับความชื้นอีก ที่เข้าจะพิจารณาซื้อ ชื้นมากราคาก็ไม่ดี ลุ้นเรื่องฟ้าเรื่องฝนอีก ถ้าฝนตก น้ำมา ก็จบกัน นี่ก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวทันหรือเปล่า” นอกจากต้นทุนไม่คงที่ความเสี่ยงของชาวนาก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศด้วยครับ

พอมาดูเรื่องราคารับซื้อ ช่วงที่แห้งมากๆ ฝนไม่ตก ราคาข้าว ณ ลานตาก อยู่ที่ ตันละ 6,000-6,700 บาทครับ แต่ช่วงที่ผมลงพื้นที่เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีพายุเข้าพอดี นาหลายแปลงก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยว บางแปลงก็ยังไม่ถึง หรือซ้ำร้ายที่สุดนาบางแปลงน้ำเข้าขัง ชาวนาจำต้องเสียต้นทุนอีกอย่างคือค่าน้ำมันสูบน้ำออกจากนาครับ เพื่อจะลดความชื้นและเพื่อให้รถเกี่ยวสามารถลงเกี่ยวข้าวได้ ราคาข้าวช่วงนี้ก็ดูท่าว่าจะไม่ดีเอาเสียเลยครับ หลายพื้นที่ 4,000 บาทก็ต้องขาย เพราะชาวนาไม่มีลานตากเป็นของตัวเอง

“เราถูกมัดมือชกอย่างเดียว พอเกี่ยวแล้วได้เข้ามาหลายสิบตัน ไม่รู้จะเอาไปตากที่ไหน เพราะไม่มีเครื่องมือ ก็ต้องรีบเอาไปขาย ถ้ามืดค่ำลานตากก็ไม่อยากรับซื้อ เช่นว่า ตอนกลางวันอาจจะซื้อให้ราคาที่เราพอรับไหว เพราะยังมีเวลาตาก แต่พอตกค่ำ ก็อาจจะถูกกดราคาลงไปอีก ถ้าไม่ขาย ก็ไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน อีกอย่างถ้าไม่ขายรถที่ลากข้าวมาก็มามีปัญหาอีกเพราะเขาต้องไปรับงานต่อในวันถัดไป ชาวนาก็จำเป็นต้องขายในราคาถูกไป”

นี่ล่ะครับ ชาวนาในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่ผมตั้งคำถามมาโดยตลอดว่า “ทำไมชาวนายังต้องจน?” จะมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ชาวนา “ลืมตาอ้าปากได้?” จะต้องปรับเปลี่ยนกันมากแค่ไหน อย่างไร และโครงสร้างชาวนาที่ถูกวางหมากให้เป็นตัวผู้เล่นในเกม เกมหนึ่ง จะมีอำนาจต่อรองมากน้อยเพียงใด กฎเกณฑ์ เงื่อนไขต่างๆ ใครสร้างขึ้น และจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน จะพยายามหาคำตอบมาให้ได้อ่านกันใน “ชาวนาในยุคเปลี่ยนผ่าน เดอะซีรีย์” ในตอนต่อๆ ไปครับ

“ชาวนาก็คงต้องทำนากันต่อไป” ลุงภาษิตทิ้งท้ายก่อนผมจะขอตัวลา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *