“เสียงประชาชน”จากพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

โดย ตาล วรรณกูล

วันที่ 26-27 กันยายน 2559 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน – พอช. กรุงเทพฯ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส) มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้มีการจัดเวทีสัมมนาสาธารณะ เรื่องธรรมมาภิบาลกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจาก พื้นที่เขตเศรษฐกิจ จังหวัดตาก เชียงราย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร สระแก้ว ชลบุรี จันทร์บุรี ตราด สงขลา กว่า 100 คนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยหลายพื้นที่ได้สะท้อนสภาพปัญหาและผลกระทบที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การใช้อำนาจตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 17/2558 เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยอาศัยอำนาจตามมาตราที่ 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ซึ่งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสถานภาพการใช้ที่ดินจาก พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ดินสาธารณะสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ให้กลายไปเป็นที่ราชพัสดุ ในพื้นที่ 6 จังหวัด เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา และระยะที่ 2 กาญจนบุรี นครพนม เชียงราย และนราธิวาส รวมกว่า 24,000 ไร่

_mg_8823

ด้านนายสมนึก ตุ้มสุภาพ ศูนย์ศึกษาและพัฒนากฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนได้กล่าวถึงลักษณะของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 12/2558 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ว่าเป็นคำสั่งเชิงนโยบาย ส่วน คำสั่งที่ 17/2558 ว่าเป็นคำสั่งเชิงกฎหมาย ซึ่งให้อำนาจวินิจฉัยแก่คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในการจัดการที่ดินในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ “คำสั่งที่ 17 มาหลังคำสั่งที่ 12 ทั้งสองคำสั่งที่ฐานะแตกต่างกัน ฉะนั้นคำสั่ง คสช.ที่ 12/2558 เป็นเพียงคำสั่งทางนโยบาย และคำสั่งที่ 17/2558  จึงเป็นคำสั่งทางกฎหมาย เพราะคำสั่งที่ 12 เพียงแต่แต่งตั้งคณะกรรมการฯ แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย จึงต้องออกคำสั่งที่ 17 ภายใต้มาตรา 44  ซึ่งมีผลต่อการถอนสภาพที่ดินเดิม เช่นที่ดินสาธารณะประโยชน์ ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดิน สปก. ซึ่งจากนโยบาย การเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องผ่านขั้นตอนมากมาย แต่คำสั่งที่ 17 ทำได้ ด้วยการให้อำนาจคณะกรรมการฯ วินิจฉัยสภาพที่ดิน”

การเร่งรัดเพื่อจัดหาที่ดินดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงจากพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งพบว่า การดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับพื้นที่ได้ใช้วิธีการ ข่มขู่ คุกคาม กดดัน ประชาชนในพื้นที่เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดิน เพื่อให้กลุ่มทุนรายใหญ่ได้เช่าใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม

และในวันที่ 27 กันยายน 2559 กลุ่มแม่สอดรักษ์ถิ่น จังหวัดตาก สหพันธ์รักษ์เมืองตาก กลุ่มรักษ์เชียงของ จังหวัดเชียงราย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกยาสูบตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ สภาองค์กรชุมชนจังหวัดนครพนม ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดมุกดาหาร เครือข่ายวาระเปลี่ยนภาคตะวันออก กลุ่มเกษตรอินทรีย์อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง กลุ่มรักษ์บ้านฉาง จังหวัดระยอง ศูนย์ปกป้องสิทธิและคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดตราด สภาพลเมืองจังหวัดชลบุรี เครือข่ายป่าชุมชนรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก เครือข่ายสัฆะพัฒนาภาคตะวันออก และสมัชชาประชาชนจังหวัดสุโขทัย ได้จัดทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี เรื่อง “เสียงประชาชนจากพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อเสนอให้

  1. ชะลอ และทบทวนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและผังเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ของ 10 จังหวัด โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม โดยไม่มีผลกระทบต่อประชาชน และประชาชนนำเสนอพื้นที่ทางเลือกในการจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  2. กำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จะต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การปกป้องพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร พื้นที่เกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ทะเลและชายฝั่งทะเล และการสูญเสียความมั่นคงในการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่น
  3. การส่งเสริมและสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องสอดคล้องกับศักยภาพและยังประโยชน์กับคนในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
  4. จัดให้มีกลไกในรูปแบบคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนที่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัด
  5. จัดตั้งกลไกอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่มีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *