ทำให้โลกร้อนคือการละเมิดสิทธิ ข่าวจากเพื่อนฟิลิปปินส์

คดีโลกร้อนฟ้องร้องบริษัทยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูงที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนฟิลิปปินส์นับล้านๆคน

กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูงกำลังเผชิญคดีการละเมิดสิทธิมนุษยชน
รัฐบาลฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องร้อง 47 อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ และให้เวลา 45 วันในการชี้แจงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน

13782122_10154358572057866_6738193389461257267_n

อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งอุตสาหกรรมน้ำมัน ถ่านหิน ซีเมนต์ และเหมือง มีเวลา 45 วันในการตอบข้อกล่าวหาคดีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินธุรกิจที่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนนับล้านๆคนในฟิลิปปินส์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ได้ส่งเอกสารจำนวน 60 หน้า ไปยังอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูง รวมถึงบริษัทเชลล์ บีพี เชฟรอน บีเอชพี บิลลิตัน และแองโกล อเมริกัน ภายใต้ข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนต่อ “การมีชีวิต อาหาร น้ำ การสาธารณสุข ที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ และการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง” คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ฟ้องร้อง 47 บริษัทยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูงต้องมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟิลิปปินส์และเรียกร้องให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้อธิบายว่า จะทำอย่างไรการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนจะ “ยุติลง ได้รับการเยียวยา และไม่เกิดขึ้นอีก”

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ เป็นประเทศที่มีความเปราะบางที่สุดประเทศหนึ่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาประสบกับไต้ฝ่นรุนแรงมากที่สุดถึง 4 ครั้ง เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงและคลื่นความร้อน ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ กลุ่มผู้รอดชีวิตจากไต้ฝุ่นและ NGOs เป็นผู้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิฯ และได้รับการสนับสนุนจากคนฟิลิปปินส์กว่า 31,000 คน โดยทางกลุ่มเรียกร้องความเป็นธรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนได้คร่าชีวิตคนที่รักและทำลายบ้านเรือนของประชาชน บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ต้องมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินกิจกรรมธุรกิจ

นี่ถือเป็นก้าวแรกของการสืบสวนอย่างเป็นทางการต่อการดำเนินคดีกับกลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ปล่อยคาร์บอนสูง และเป็นครั้งแรกๆของโลกที่เป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยรัฐ ซึ่งจะนำไปสู่การสอบสวนอย่างเป็นทางการในเรื่องนัยด้านสิทธิมนุษยชนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาการเปลี่ยนเป็นกรดของท้องทะเลและมหาสมุทร และจะชี้ให้เห็นว่า “อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่” ได้ละเลยต่อการแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ กระบวนการสอบสวนคาดว่าจะเริ่มในเดือนตุลาคมหลังจากที่ 47 บริษัทได้ชี้แจงแล้ว แต่แม้ว่าทั้ง 47 บริษัทจะต้องเข้ามารับฟังการไต่สวน แต่คณะกรรมการสิทธิฯ สามารถบังคับได้เพียง 10 บริษัทที่มีสำนักงานอยู่ในฟิลิปปินส์เท่านั้นให้เข้ามารับฟัง ซึ่งรวมถึงบริษัทเชฟรอน เอ็กซอน โมบิล บีพี รอยัลดัชเชลล์ โทเทล บีเอชพีบิลลิตัน แองโกลอเมริกัน ลาฟาจ โฮลซิม และ ไทเฮโยะซีเมนต์ ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิฯ มีอำนาจที่จะขอรับความช่วยเหลือจากทางสหประชาชาติเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากบริษัทที่ไม่ได้เข้ามารับฟังการไต่สวน

นับเป็นครั้งแรกของฟิลิปปินส์ที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐได้ก้าวเข้ามาอย่างเป็นทางการเพื่อดำเนินการทางกฎหมายกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิทธิมนุษยชน และความรับผิดชอบของอุตสาหกรรม และนี่จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรมและกฎหมายว่าอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนสูงจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิฯอันเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ทั้งนี้ รายชื่ออุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ปล่อยคาร์บอนสูงนี้มาจากการศึกษาวิจัยของริชาร์ด รีดด์ จากสถาบันเพื่อการแสดงความรับผิดชอบด้านโลกร้อน ที่โคโรราโด จากการศึกษาดังกล่าวพบว่า 90 บริษัททั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 2/3 ของปริมาณการปล่อยของโลกนับจากการเริ่มปฎิวัติอุตสาหกรรม บริษัทเหล่านี้รวมกันปล่อย 315 กิกะตันเทียบเท่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 22 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมของโลก ในช่วงระหว่างปี 2010-2013

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฟิลิปปินส์ไม่ใช่ศาล ไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้บริษัทเหล่านี้ลดการปล่อยลงได้และไม่มีอำนาจปรับหรือลงโทษบริษัทเหล่านี้ แต่สามารถจัดทำข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลได้ อีกทั้งยังร่วมช่วยสร้างแรงกดดันในระดับโลกในการชักจูงและชี้นำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นหันเหการลงทุนออกจากบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสูง

ที่มา Climate Watch Thailand

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *